More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Sang Computer CE KMITL I...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

สวัสดีจร้า.. ยินดีต้อนรับครับผม
ใครมะอะไรฝากไว้ตรงนี้ได้เลย
อุตส่าห์(ซวย)หลงเข้ามาแล้ว ก็ทักทายกันได้ ไม่ว่ากันนะครับ ^^

  • June 21 8:40 PM
    ขอบคุณมากๆๆเลยค้าฟฟ
  • June 19 7:46 PM
    เพ่อ่ะ อยากได้เด็กผู้หยิงข้างบนมั้งอ่ะ  ทำไงหรอ บอกหน่อยๆๆ
  • June 18 3:01 PM
    หวาดดีๆๆเพ่
     ตอนนี้เริ่มเรียนหนักมากมาย เหนื่อยๆๆๆ
  • June 07 2:55 AM
     ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ
     
    (แต่มาเปนสมการเลยน้า  อิอิ)
  • April 14 9:31 PM
    สวัดดีปี๋ใหม่เมืองเจ้า 0667w2_10.gif picture by pimpisa_27
More...
No list items have been added yet.

Sang Computer CE KMITL IT IS IS23.2

July 01

แง้ว

ง่า.. วันนี้วันเกิดพ่ออะ
อ่านบทความทีเขียนถึงพ่อ ก็เลยนึกได้
จริงๆโทรไปก่อนกน้านี้แล้วหละ แต่ก็นะ น่าจะทำอะไรได้มากกว่าโทรไปเฉยๆ
 
ตอนนี้บล็อกผมช้าโคตะระ คงเป็นเพราะบทความยาวๆ มันยาวจนเกินไป
ก็เอาไว้มันเกินหน้าไปแล้วคงจะกลับมาเร็วเหมือนเดิม ทนๆไปก่อนนะ

Talking about YouTube - Social Networking in Plain English

  สวยดี ได้ idea มั้ย

Quote

YouTube - Social Networking in Plain English
  

แล้วดูเราทำกะ taxi

     "วันนี้ taxi กรุงเทพชักจะแปลกๆขึ้นทุกที"
 
เป็นบทสนทนาระหว่าผมกับเพื่อนโรงเรียนเก่าสมัยมัธยม
 
จากการที่มีเพื่อนเริ่มมารับปริญญากันอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็น ปอโทละนะ
 
จริงๆวันนี้ตั้งใจจะมาเล่าถึง taxi ให้ฟังเฉยๆ ว่าเจอะอะไรมาบ้าง
 
taxi กรุงเทพที่ผมคุ้นเคย มักจะถูกจดจำแต่ข้อเสียละนะ ก็เพราะมันจำง่ายกว่า ...
taxi เก็บของได้แล้วตามหาเจ้าของ taxi ช่วยเหลือผู้คนบาดเจ็บ อุบัติเหตุ taxi ช่วยสกัดจับโจรผู้ร้าย
อันนี้มันก็ดี แต่นานๆเจอที (อ๊ะ พอลองนึกๆมันก็เยอะแฮะ)
 
ที่เจอประจำจะประมาณว่า ฟังว่าจะไปไหน พอเราบอกว่าไปไหนที่อาจจะรถติดหน่อย ปุ๊บ ก็ส่ายหน้า ไม่ไปๆ
ใครใจดีแจงเหตุผลก็จะบอกว่าแก๊สหมดมั่ง ต้องส่งรถบ้าง แต่ที่ไม่บอกน่ะมีเยอะกว่า
เดาๆว่าอยากรับฝรั่งมากกว่ามั้ง
แล้วก็มีแท๊กซี่ที่บัฟเฟอร์โอเวอร์โฟลว ง่าย แบบว่าจำจุดหมายปลายทางได้น้อย ไม่สามารถจำได้เกิน 2 ที่
ทั้งๆที่มันก็มีทางผ่านถึงกันห่างแค่ 1 u-turn
 
วันก่อนงานรับปริญญาจุฬา เจอะแท็กซี่ไม่ยอมเข้าไปส่งในจุฬา อันที่จริงก็คงปกติหละ แต่พอดีได้คันนึงยอมไป
คุยดีด้วยถามว่ามีรับปริญญาเหรอ ดีเลย จะได้รับลูกค้าออกมาด้วย..
 
จริงๆได้ฟังแล้วก็แม่งๆ แกมสงสารนิดๆกับคนขับคนนี้ มาดเขาอ้วนๆหน่อย ดูใจดี
มารยาทดี ถามว่าเย็นมั้ย ปรับแอร์ให้ เปิดเพลงให้.. แตกต่างจาก taxi กรุงเทพทั่วไปลิบลับ

แต่ก็นั่นแหละ ความอ่อนเชิงทำให้โดนรับน้องซะ เพราะพวกผมก็จะนั่งเข้าไปในจุฬาเลย
 
แล้วรถมันก็ติดฉิบอ๋าย ประตูทางเข้าก็ให้ไปอ้อมไกล แล้วพอเข้าไปก็ติดแหง่กตรงทางเลี้ยว
ไม่ขยับร่วมสิบนาที(ทั้งที่ก่อนเข้ามาก็ขยับนาทีละเมตรได้)
 
แล้วเพื่อนผมก็ทำจนได้
 
    "พี่ครับ ผมขอลงตรงนี้ละกันครับ.. "
 
ตอนนั้นอารมณ์สงสารของผมพุ่งปรี๊ดแต่ก็นะ เราก็ไม่ได้ทำอะไร ทั้งๆที่ก็ควรคุยกะเค้าบ้าง หรือให้ตังแถมเข้าไปซักยี่สิบ
ก็ไม่กล้าอวดดีอะ ไอ้ครั้นจะนั่งต่อ เพื่อนที่ออกจากหอประชุมมาแล้วมันก็จะรอน่ะสิ ก็เดินตามเพื่อนออกมา แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรที่ปล่อยพี่ taxi ไปแบบนั้น
 
เห้อ
 
คุยๆกะเพื่อนว่าสงสัยเป็นมือใหม่เพิ่งหัดเป็น taxi พวกเก๋าๆมันไม่ยอมเข้ามาหรอก เอานะ ถือว่าเป็นการสอนบทเรียนด้วยประสบการณ์จริงละกัน
 
taxi ในกทม แปลกๆขึ้นทุกที ไม่พูดไม่จา ขับอย่างเดียว รับด้วยการพยักหน้า หรือส่ายหน้าเท่านั้น
ไม่ยิ้ม บ้างพวกก็มักจะชวนคุย แล้วก็วกเข้าเรื่องการเมืองซะเรื่อย อะนะ taxi เมืองไทย
 
..
 
พอเสร็จงานคราวนี้เราต้องนั่ง taxi กลับบ้านกันแล้วละสิ ทีนี้ไม่มี taxi ไหนยอมไปไกลๆเลย เพราะแก้ส LPG ดันมีปัญหาช่วงนี้พอดี กว่าจะได้รอไปหลายสิบนาที
 
เอานะ ก็ถือเป็นกรรมตามทันละกันเนอะ

 
June 30

ตามหาความฝัน

ตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษา.. วันนี้เราอยากจะรู้ว่าเราชอบที่จะทำอะไร ที่จะ joy ในอะไร
 
เมื่อวานดูรายการวู้ดดี้(แม่งทำเราอดดูบอล)
วู้ดดี้ เกิดมาย..เอา พอลล่า มาสัมภาษน์
 
รู้จักพอลล่าเยอะขึ้นนึดหนี่ง
แล้วก็รู้ว่า มันมีโลกอีกโลกมี่ผู้ชายอย่างเรา เข้าไม่ถึง
 
การทำอะไรที่ไม่ enjoy เราจะทำออกมาได้ไม่ดี
positive thinking
 
คำถามสาวบางคนที่ว่า ทำยังไงถึงจะน่ารักสดใสเหมือนพอลล่าคงจะไม่ยากเกินไปนัก
แล้วก็ไม่ใช่ต้องไปเกิดใหม่ให้มีหน้าตาน่ารักนักก็ได้
มันสำคัญที่ความคิด ที่คิดว่าตัวเราเป็นอย่างไร
 
วันนี้เราอยากหาความฝัน
เพราระผมขอตีความว่า อะไรที่เรา enjoy ก็คือความฝันละมั้ง
วันนี้มันยังไม่มีตัวตน เป็นวุ้น ไม่สิ เป็นของเหลว หรือแก๊ซไปเลยละมั้ง จับต้องไม่ได้
 
สำหรับคนที่มีความฝันแล้ว และกำลังตามหาความฝันอยู่ ขอให้รู้ว่า คุณไปไกลกว่าผมหนึ่งก้าวแล้ว ขอให้ keep walking ต่อไป
ผมเชื่อว่า คุณได้ผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว เพราะผมตอนนี้คิดว่า การที่ตัวเรารู้ว่ายังไม่รู้เลยว่าความฝันของเราคืออะไร มันคือช่วงที่ยากที่สุด
และผม ก็กำลังเป็นอยู่
 
ผมจะขอใช้คำว่าตามหาความฝัน ของผมนั้น คือสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร
ผมเคยคิดว่า จะรอให้เรียนเสร็จก่อน รอให้ตกงานก่อน รอให้ย้ายงานก่อน รอให้กลับบ้านก่อน หรือย้อนไปคือ รอให้เอ็นติดก่อน ค่อยหา
ผ่านเวลาเนิ่นนานมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่เริ่มต้น
 
ก็ขอตั้งวันนี้เลยละกัน ให้เป็นวันเริ่มต้นใหม่ วันที่เรากำลังจะครบ 25 ปี
เอาใหม่ ขอให้ เดือนนี้ทั้งเดือน เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้น อีกครั้งละกัน
 
 
 
June 27

จุดประกาย (จบซะที)

ความสำคัญของสภาพแวดล้อม (The Power of Context) ส่วนที่ 2

ตอนที่ 8 : จุดประกายให้เกิดกระแส (The Tipping Point)

บทความ โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ   ประชาชาติธุรกิจ  หน้า 6   วันที่ 10 มีนาคม 2546  ปีที่ 26 ฉบับที่ 3460 (2660)

 

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เสนอข้อมูล และบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการลดลงอย่างฮวบฮาบของอาชญากรรมในนิวยอร์ก ที่มีเหตุผลหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงที่อาจดูเสมือนว่า เป็นประเด็นปลีกย่อย คือ การจัดการทำความสะอาดระบบรถไฟใต้ดิน และเมื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกิดขึ้นก็เริ่มส่งผลให้อัตราอาชญากรรมลดลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้เขียนเปรียบการปล่อยปละละเลยสภาพรถไฟใต้ดินให้สกปรกเสมือนกับการปล่อยให้กระจกหน้าต่างแตกหนึ่งบาน (broken windows theory) โดยไม่ซ่อมแซม ซึ่งจะส่งสัญญาณให้คนเห็นว่า ตึกดังกล่าวถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครรับผิดชอบหรือสนใจ อันจะทำให้คนทำหน้าต่างบานอื่นๆ แตกและตึกดังกล่าวทรุดโทรมลงไปอีก ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมที่ผู้เชี่ยวชาญมักจะให้คำอธิบายที่สลับซับซ้อนว่า เกิดจากการขาดความอบอุ่นของครอบครัว ความฟุ้งเฟ้อ หรือกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สั่งสมและบ่มอุปนิสัยของบุคคลเป็นเวลาหลายปีนั้น แท้จริงแล้วปัจจัยที่มีผลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของมนุษย์ กลายเป็นสภาพแวดล้อมปลีกย่อย ดังที่จะนำเสนอตัวอย่างอื่นๆ ต่อไป

 

ในทศวรรษ 70 นักสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด สร้างเรือนจำจำลองขึ้นที่ห้องใต้ดินของคณะจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย โดยซอยห้องโถงเป็นห้องขัง นักโทษรวม 3 ห้อง และห้องขังนักโทษโดดเดี่ยว 1 ห้อง ต่อมาคัดเลือกนักศึกษาที่มีความปกติทางจิตใจและมีสุขภาพดี 21 คน จากผู้สมัคร 75 คน โดยสุ่มตัวอย่างให้ผู้ที่ถูกคัดเลือก 10 คน แสดงบทเป็นผู้คุม โดยให้แต่งเครื่องแบบและมีอำนาจในการรักษาความเรียบร้อยให้ "เรือนจำ" ส่วนนักศึกษาที่เหลือ 11 คน แสดงบทเป็นนักโทษ โดยต้องแต่งตัวในเครื่องแบบของนักโทษ และถูกพิมพ์นิ้วมือ ตลอดจนมีเอกสารระบุความผิดที่ทำให้ถูกจองจำ เพื่อให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด

 

วัตถุประสงค์ของการทดลองคือ ความต้องการที่จะพิสูจน์ว่า เรือนจำนั้น มีสภาพเลวร้าย เพราะเป็นที่ซึ่งมีแต่คนเลวร้ายไปอยู่อาศัยหรือเรือนจำเป็นที่ซึ่งสภาพแวดล้อมเลวร้าย จึงทำให้คนที่ถูกจองจำต้องกลายเป็นคนเลวร้ายไปด้วย ผลของการทดลอง ทำให้นักสังคมศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดตกใจอย่างมาก เพราะนักศึกษาที่มีอุปนิสัยอ่อนโยนและระบุว่าตนเป็นคนไม่ต้องการสู้รบตบมือกับใคร (pacifist) กลับแสดงบทผู้คุมได้อย่างสมจริงโดยในคืนแรกก็แกล้งปลุกนักโทษตอนตีสองและสั่งให้นักโทษวิดน้ำเข้าแถว และทำโทษในลักษณะต่างๆ เมื่อรุ่งเช้าของวันที่สอง นักโทษไม่พอใจจึงก่อการกบฏโดยฉีกเสื้อที่มีเลขที่นักโทษออกและปิดขังตัวเองในห้องขัง ซึ่งผู้คุมก็ตอบโต้ โดยการจับนักโทษแก้ผ้า และฉีดด้วยน้ำดับเพลิง พร้อมกับการจับผู้นำการกบฏไปขังในห้องโดดเดี่ยว ผู้คุมคนหนึ่งยอมรับตอนหลังว่าบรรยากาศในที่นั้น เป็นบรรยากาศที่โหดเหี้ยม และเมื่อดำเนินการทดลองต่อไป บรรยากาศก็เลวร้ายและโหดเหี้ยมยิ่งขึ้น (crueler and more sadistic)

 

นักวิจัยสรุปว่าพวกเขานึกไม่ถึงว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ่นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ และไม่นึกว่าจะมีความรุนแรงถึงขั้นที่ผู้คุมจะสั่งทำโทษนักโทษที่เห็นว่าขาดระเบียบเรียบร้อย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงกัน ให้กล่าวต่อกันว่าจะต้องร่วมมือกันและเป็นคู่รักกันและบังคับให้นักโทษเดินไปมาโดยถูกเอาถุงคลุมหัวและถูกใส่กุญแจมือ ผลคือนักโทษคนหนึ่งทนรับแรงกดดันไม่ได้จึงเกิดอาการบ้าคลั่งและต้องให้รีบออกจากการทดลองหลังจากร่วมการทดลองเพียง 36 ชั่วโมง ต่อมาก็ต้อง "ปล่อย" นักโทษอีก 4 คน ซึ่งมีอาการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างมาก โดยมีอาการโกรธแค้น และร้องไห้เศร้าโศก

 

ในที่สุดการทดลองซึ่งเดิมกำหนดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ก็ต้องจบลง ภายในเวลาเพียง 6 วัน ทั้งนักโทษและผู้คุมสารภาพว่า แต่ละคนไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองหรือยึดอุปนิสัยเดิมของตนเอาไว้ได้ แต่กลับสวมบทที่ได้รับมอบหมายโดยแต่ละคนแทบจะไม่สามารถบังคับอารมณ์ หรือควบคุมการกระทำของตัวเองได้ นักโทษคนหนึ่งบอกว่า ลืมว่าเป็นเพียงการทดลองและ "เชื่อจริงๆ ว่าตนคือ นักโทษเลขที่ 416"

 

นักวิจัยไม่เถียงว่าอุปนิสัยของคนเรานั้น ถูกกำหนดจากกรรมพันธุ์ การเลี้ยงดูของครอบครัว การศึกษา ฯลฯ แต่ผลการทดลองทำให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบันมีผลต่อพฤติกรรมของคนเรามากกว่าที่เราคาดคิด

 

ในทศวรรษ 20 นักวิจัยจากนครนิวยอร์ก 2 คน ทำการทดลองกับเด็กนักเรียนอายุ 8-16 ปี จำนวน 11,000 คน โดยให้ทำแบบทดสอบเลขคณิต ภาษาอังกฤษ และกีฬา ที่มีความยากลำบากค่อนข้างมาก แต่ปล่อยให้นักเรียนมองเห็นคำตอบ และ/หรือให้คะแนนตัวเอง เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถโกงคะแนนของตนได้โดยง่าย ผลที่ไม่น่าแปลกใจ คือ เกิดการโกงคะแนนอย่างแพร่หลายกว่า 50% โดยพบว่าเด็กนักเรียนที่เก่งกว่าจะโกงน้อยกว่า นักเรียนหญิงกับนักเรียนชายโกงพอๆ กัน นักเรียนอายุมากโกงมากกว่านักเรียนอายุน้อย และนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่นจะโกงน้อยกว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวที่แตกแยกและขาดความสุข

 

แต่ความแตกต่างในแต่ละประเภทนั้น ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก และไม่มีนัยสำคัญในเชิงสถิติ กล่าวคือ ตัวแปรดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถเป็นเครื่องวัดหรือคาดการณ์การโกงคะแนนได้อย่างแม่นยำ ทำให้นักวิจัยสรุปว่า ความซื่อสัตย์นั้น ไม่ใช่อุปนิสัยที่เป็นอุปนิสัยพื้นฐานของมนุษย์ (คือใครๆ ก็โกงได้) หมายความว่า คนเราจะหลอกคนอื่นในบางกรณี แต่จะพูดความจริงในบางกรณี การโกหก การโกง หรือแม้กระทั่งการลักขโมย จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาวการณ์ เช่น เด็กบางคนจะโกงในการสอบเลข แต่ไม่โกงในการสอบภาษาอังกฤษ

 

เรามักจะมีความเชื่อว่า คนนั้นคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต (หรือเป็นคนดี) หมายความว่า เขาจะซื่อสัตย์ตลอดไป ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และในทุกๆ สถานการณ์ แต่การทดสอบดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะมนุษย์เราจะประพฤติตัวเองแตกต่างไปตาม ความแตกต่างของสภาวการณ์และสิ่งแวดล้อม การที่มนุษย์เราตีความว่า อุปนิสัยเป็นอะไรที่ครอบคลุมไปทุกกรณี เป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในความเป็นจริง เพราะอุปนิสัยเป็นความประพฤติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาวการณ์ใดสภาวการณ์หนึ่ง นักจิตวิทยา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Fundamental Attribution Error การทดลองที่ให้นักเล่นบาสเกตบอลที่มีความสามารถเท่ากัน ยิงลูกบาสเกตบอลลงตระกร้า โดยให้นักเล่นกลุ่มแรกยิงลูกภายใต้แสงสว่าง ทำให้ได้คะแนนสูง และอีกกลุ่มหนึ่ง ยิงลูกภายใต้แสงที่สว่างน้อยทำให้ได้คะแนนต่ำ แต่เมื่อให้คนดูเปรียบเทียบนักเล่นบาสเกตบอลทั้งสองกลุ่ม คนดูจะสรุปว่านักเล่นกลุ่มแรกที่ได้คะแนนดีกว่า มีความสามารถมากกว่าโดยไม่ได้คำนึง หรือสังเกตว่า นักเล่นกลุ่มหลังยิงลูกภายใต้ไฟที่สว่างน้อย

 

การทดลองสุดท้าย โดยนักจิตวิทยาสองคนจากมหาวิทยาลัย Princeton นาย John Darley และนาย Daniel Batson เป็นการทดสอบความใจบุญสุน ทานตามการบอกเล่าในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ซึ่งผู้เดินทางคนหนึ่งถูกปล้นและทำร้ายจนใกล้ตาย พระที่เดินทางผ่านก็ไม่ยอมช่วยเหลือชายดังกล่าวและในที่สุดคนที่ให้ความช่วยเหลือคือ คนจากคนกลุ่ม Samaritan ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่ถูกเหยียดหยามในสมัยนั้น

 

การทดสอบได้กระทำกับนักเรียนธรรมะของมหาวิทยาลัย Princeton โดยผู้วิจัยขอให้นักเรียนเตรียมสุนทรพจน์สั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในคัมภีร์แล้วเดินไปพูดให้นักเรียนฟังในตึกอีกตึกหนึ่ง โดยผู้วิจัยได้ให้ชายคนหนึ่งแกล้งทำท่าว่า ไม่สบายและนอนเจ็บบนทางเดินที่นักเรียนธรรมะจะต้องเดินผ่านในการไปกล่าวสุนทรพจน์ โดยชายคนนั้นจะแกล้งทำเป็นไอเจ็บคอ และร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือ

 

ก่อนการเดินไปกล่าวสุนทรพจน์ นักวิจัยจะสัมภาษณ์นักเรียนธรรมะ โดยมีสาระแตกต่างกัน โดยบางคนจะถูกถามเกี่ยวกับเหตุผลที่มาเรียนธรรมะ (เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางธรรมะ) บางคนก็จะพูดคุยเรื่องความใจบุญสุนทานของ Samaritan ในบางกรณีก็กล่าวตอนท้ายว่า "แม้จะยังไม่ถึงเวลาต้องกล่าวสุนทรพจน์ แต่ก็ออกเดินไปได้แล้ว" แต่ในบางกรณีก็กล่าวทิ้งท้ายว่า "คุณสายแล้ว เขาต้องการให้คุณกล่าวสุนทรพจน์ เมื่อ 3-4 นาทีที่แล้ว ดังนั้น ขอให้รีบไปเถอะ"

 

หลายคนคงจะคาดว่า นักเรียนธรรมะที่ถูกถามเกี่ยวกับเหตุผลของการเข้าเรียนธรรมะและนักเรียนธรรมะที่ฟังเรื่อง Samaritan จะหยุดช่วยชายบาดเจ็บมากกว่าคนที่ถูกสัมภาษณ์เรื่องอื่นๆ แต่ผลปรากฏว่า การสัมภาษณ์ดังกล่าว ไม่ได้มีผลให้นักเรียนธรรมะช่วยชายผู้บาดเจ็บ ในบางกรณีนักเรียนธรรมะเหยียบชายที่นอนบาดเจ็บด้วยซ้ำ เพราะปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการกำหนดว่า นักเรียนธรรมะจะช่วยหรือไม่ช่วยชายบาดเจ็บ คือ ความเข้าใจของนักเรียนธรรมะว่า เขากำลังไปสาย หรือตรงเวลา โดยมีนักเรียนในกลุ่มที่คิดว่าตนสายแล้ว หยุดช่วยชายบาดเจ็บเพียง 10% แต่นักเรียนธรรมะกลุ่มที่คิดว่ายังมีเวลาเหลืออยู่หยุดช่วยชายบาดเจ็บถึง 63% กล่าวคือ ความคิดเพียงว่า เรา "สายแล้ว" ทำให้เราเปลี่ยนจากคนที่มีความโอบอ้อมอารีเป็นคนที่เห็นแก่ตัวไปในทันที ที่สำคัญคือพฤติกรรมที่แตกต่างจากหน้ามือเป็นหลังมือของเรานี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหรือภูมิหลัง หรือแนวคิดของเราแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปนั้น คือ สภาวการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น การสร้างกระแสเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สามารถเกิดจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ตอนที่ 9 ความสำคัญของสภาพแวดล้อม (The Power of Context) ส่วนที่ 3

จุดประกายให้เกิดกระแส (The Tipping Point)  โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ    ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 13 มีนาคม 2546  ปีที่ 26 ฉบับที่ 3461 (2661)

 

เมื่อปี 1996 Rebecca Wells ซึ่งเคยเป็นนักแสดงและผู้เขียนบทละคร ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood เมื่อหนังสือดังกล่าวถูกนำมาวางตลาด ก็ได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างเบาบาง โดยฉบับปกแข็ง มียอดขายเพียง 15,000 เล่ม ทั้งนี้ เพราะผู้แต่งไม่ได้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแต่อย่างใด ในการปรากฏตัวของ Rebecca Wells เพื่อทำตลาดให้กับหนังสือของตัวเองที่รัฐ Connecticut ก็มีคนมาร่วมงานเพียง 7 คน

 

ในปีต่อมา สำนักพิมพ์ก็จำหน่ายฉบับปกอ่อน ซึ่งทำยอดขายได้ 18,000 เล่ม ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการจำหน่าย ซึ่งเป็นยอดขายที่ค่อนข้างสูงเกินคาด และยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าแปลกใจ โดยเมื่อถึงเดือนสิงหาคม ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 เล่ม ในช่วงนั้น Rebecca Wells เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง คือ จะมีผู้หญิงเป็นกลุ่ม 6-7 คน มาขอให้ Wells เซ็นหนังสือให้ และบางกรณีก็ซื้อทีละ 3 ถึง 10 เล่ม หลังจากนั้นสำนักพิมพ์จึงเสี่ยงลงโฆษณาหนังสือเล่มนี้ในนิตยสาร New Yorker ซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว เป็น 60,000 เล่ม ภายในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากนั้น Wells ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่งคือ แม่และลูกสาวมาขอลายเซ็นหนังสือด้วยกัน โดยลูกสาวจะเป็นคนวัยกลางคน ส่วนแม่จะอายุ 70-75 ปี และต่อมา เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นอีก ก็จะมีทั้งแม่-ลูก และหลานอายุ 20-25 ปี มาร่วมขอลายเซ็นด้วย จนในที่สุด แม้แต่เด็กวัยรุ่นและเด็กประถมปีที่ 5 (อายุ 10-12 ปี) ก็ยังมาร่วมขอลายเซ็นด้วย

 

แต่หนังสือ Divine Secrets ก็ยังไม่ได้เป็นหนังสือติดอันดับ จนกระทั่ง 2 ปี ให้หลังคือเดือนกุมภาพันธ์ 1998 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้มียอดขาย 2.5 ล้านเล่ม และเป็นการพิมพ์ครั้งที่ 48 ผู้แต่ง R. Wells กลายเป็นนักเขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ความนิยมดังกล่าว เป็นความนิยมที่ได้มาจากการบอกกันแบบ "ปากต่อปาก" มากกว่าการโฆษณาโดยใช้สื่อต่างๆ

 

ทำไม Divine Secrets จึงกลายเป็นกระแสขึ้นมาได้ ? คำตอบหนึ่ง คือ ความที่หนังสือเล่มนี้ เขียนด้วยภาษาที่สละสลวย เต็มไปด้วยความอบอุ่น และมีเนื้อเรื่องที่ประทับใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแม่และลูกสาว แม้ว่าการที่หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสาระของหนังสือ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จ คือ อำนาจของสภาวะแวดล้อม ซึ่งในกรณีนี้คือบทบาทที่สำคัญยิ่งของกลุ่มผู้อ่านกลุ่มต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไป

 

การบอกเล่าของผู้อื่นและพฤติกรรมของผู้อื่น ย่อมมีผลที่มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของตัวเรา เช่น หากเราไปดูภาพยนตร์ที่มีคนดูอยู่เต็มโรง เราก็มักจะคิดว่า ภาพยนตร์นั้นสนุกมาก หรือร้านอาหารที่มีคนรับประทานอาหารแน่นร้าน ก็มักจะทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อย

 

กล่าวคือ เมื่อเราอยู่ร่วมกลุ่มความประพฤติ ความรู้สึกนึกคิดของเราก็จะถูกกำหนดโดยบรรยากาศของกลุ่มไปด้วย (peer pressure) กระแสที่เกิดขึ้นจากความเชื่อถือในด้านศาสนา หรือในพระอาจารย์ที่มีคนเลื่อมใสก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ ความสามารถของบุคคลที่มีความน่าเลื่อมใส (charismatic) ใช้ประโยชน์จากความสามารถของผู้นำในการก่อตั้งกลุ่มทางศาสนาขึ้น เช่น ในปลายศตวรรษที่ 18 ศาสนานิกาย Methodist ถูกก่อตั้งขึ้น และได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกาเหนือและอังกฤษ โดยเพิ่มจาก 20,000 คน เป็น 90,000 คนภายในเวลาเพียง 5-6 ปี ในช่วง 1780-85 แต่ที่น่าสนใจคือ ผู้ก่อตั้งนิกายนี้คือ John Werley เป็นนักเทศน์ที่ไม่ได้มีความเก่งกาจในการเทศน์หรือได้รับความนิยมนับถือเป็นการส่วนตัวมากนัก ความสำเร็จของนาย Werley อยู่ที่การจัดการมากกว่าความชื่นชมในตัวของเขา กล่าวคือ เขาจะเดินทางไปเยี่ยม "สาขา" ต่างๆ บ่อยครั้ง เพื่อตั้งกลุ่มผู้ที่เลื่อมใสประมาณ 10-12 คน ที่จะทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับผู้อื่นในชุมชนและก่อตั้งกลุ่มของตนเพื่อแพร่ขยายนิกาย Methodist ต่อไป

 

ผู้เขียนเห็นว่า ความสำเร็จของหนังสือ Divine Secrets ในการเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่ง เกิดจากคนประมาณ 700-800 ที่ให้ความสนใจหนังสือนี้ และมาร่วมงานแนะนำหนังสือที่รัฐ California ตอนเหนือ เป็นที่ทราบดีว่า California ตอนเหนือ โดยเฉพาะนคร San Francisco นั้น เป็นศูนย์กลางของนักอ่านหนังสือในสหรัฐอเมริกาและมีกลุ่มผู้รักการอ่านหนังสือมากมายหลายร้อยกลุ่ม ดังนั้น เมื่อกลุ่มดังกล่าวให้ความสนใจกับหนังสือ Divine Secrets สิ่งที่ตามมาคือ การแพร่ขยายของหนังสือดังกล่าว ตามเครือข่ายและการบอกเล่าปากต่อปากของกลุ่มผู้รักการอ่านหนังสือดังกล่าว ซึ่งมีประสิทธิผลและความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบปกติหลายเท่า การบอกเล่าให้กันและกันฟังเกี่ยวกับหนังสือในกลุ่มเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง ย่อมสร้างความ "ยึดติด" กับหนังสือมากกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ มากมาย

 

เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า การร่วมกิจกรรมของกลุ่มผู้รักการอ่านหนังสือดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งคือการเข้าสังคมและการมีเพื่อนฝูง ดังนั้น กิจกรรมซึ่งนำเอาหนังสือมาอ่านร่วมกันและวิเคราะห์วิจารณ์นั้น ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมผูกมิตรและทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกันในด้านอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้น บทเรียนเกี่ยวกับหนังสือ Divine Secrets และการแพร่ขยายของนิกาย Methodist คือ กลุ่มที่มีความผูกพันที่ใกล้ชิดจะมีศักยภาพในการแพร่ขยายหรือสร้างกระแสได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การจะทำให้เกิดการ "ระบาด" ของแนวความคิด และการจะสื่อสารแนวความคิดให้มีความหนักแน่น น่าเชื่อถือและเกิดความ "ยึดติด" ควรจะทำผ่านกลุ่มที่มีความผูกพันใกล้ชิดกัน

 

คำถามต่อมาคือ กลุ่มที่ว่านี้ควรเป็นกลุ่มที่มีลักษณะอย่างใด เพราะการมีคน 2-3 คนมาร่วมทำกิจกรรมก็อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่ม หรือจะต้องเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ เช่น สหภาพแรงงาน หรือ แม้กระทั่งพรรคการเมือง กล่าวคือ กลุ่มที่มีประสิทธิผลนั้น ควรมีรูปร่างลักษณะอย่างไร

 

ในการศึกษาด้านจิตวิทยานั้น พบว่าประสาทของมนุษย์เรามีความสามารถในการรับข้อมูลสื่อสารได้ในขีดจำกัด โดยเราจะแบ่งแยกข้อมูลได้อย่างมากที่สุดประมาณ 6-7 ระดับ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเสียงสูง-ต่ำความหวานหรือความเปรี้ยวของรสอาหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การจดจำตัวเลข นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ George Miller ได้มีบทวิเคราะห์ "The Magic Number Seven" ซึ่งสรุปว่า มนุษย์เรามีขีดความสามารถในการจำตัวเลขได้ประมาณ 7 ตัว ด้วยเหตุนี้ โทรศัพท์ทั่วโลกจึงมีตัวเลขเพียง 7 ตัว และอย่างมากไม่เกิน 8 ตัว

 

ในส่วนของการจดจำมนุษย์ด้วยกันเองนั้น ประสาทเราก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เช่น หากผู้อ่านจะเขียนรายชื่อของคนทุกคน ซึ่งหากเสียชีวิตไปแล้ว จะทำให้ผู้อ่านเศร้าสลดเสียใจอย่างมาก ก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึงชื่อคนได้ประมาณ 12 ชื่อเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราให้ความผูกพันด้วยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่า กลุ่มที่เราให้ความเอื้ออาทรอย่างแท้จริง (sympathy group) ทำไมจึงมีเพียง 12 คน คำตอบคือ หากมีจำนวนคนมากกว่านั้น เราก็จะมีเวลาที่จะติดต่อและสร้างความผูกพันใกล้ชิดกับคนจำนวนมากขึ้นน้อยลง หากวัดเป็นจำนวนเวลาที่เรามีให้ต่อคน หมายความว่า การที่ใครจะเป็นเพื่อนสนิทของเรา เราจะต้องมีเวลาค่อนข้างมากให้กับเขาจึงจะสามารถเรียกได้ว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทจริง การมีเพื่อนสนิทประมาณ 10-15 คน จะทำให้การบริหารเวลาของเราเริ่มที่จะติดขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากจะพยายามรักษาให้มีความสนิทสนมและใกล้ชิดอย่างยาวนาน โดยส่วนใหญ่แล้ว จิตใจของมนุษย์เรานั้น มักจะมีความรู้สึกที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนน้อยคนที่อยู่ใกล้ตัว และเพียงเวลาช่วงหนึ่งเท่านั้น

 

นักสังคมศาสตร์ชาวอังกฤษ Robin Dunbar สังเกตว่า มนุษย์และสัตว์ที่มีสมองใหญ่และมีความเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์อื่น จะมีส่วนหนึ่งของสมองที่เรียกว่า neocortex ที่ใหญ่กว่าสัตว์อื่น โดยส่วนนี้ของสมองช่วยให้เรามีเหตุผลและคิดอะไรที่มีความสลับซับซ้อนได้ ที่สำคัญคือ ขนาดของ neocortex นั้น มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับขนาดของกลุ่ม ที่สัตว์หรือมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกัน

 

Dunbar ให้เหตุผลว่า การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มนั้น จำเป็นต้องใช้พลังของสมองอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผลและการเก็บข้อมูลที่มีความสลับซับซ้อน เช่น หากคุณอยู่ในกลุ่มที่มีคน 5 คน คุณก็จะต้องรับรู้ถึงความสัมพันธ์ 10 คู่ คือ ความสัมพันธ์ของคุณเองกับคนในกลุ่มนับได้เป็นความสัมพันธ์ 4 คู่ และความสัมพันธ์ระหว่างคน 4 คนอีก เป็นความสัมพันธ์ 6 คู่ แต่หากกลุ่มเพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 5 คนเป็น 10 คนจำนวนความสัมพันธ์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 190 คู่หรือ 19 เท่า ซึ่งจะทำให้ต้องรับและเก็บข้อมูลในสมองเพิ่มขึ้นอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการวิเคราะห์นี้ Dunbar ได้ข้อสรุปว่าขนาด neocortex ของมนุษย์เราจะทำให้ขนาดของกลุ่ม ที่มนุษย์เราจะอยู่ร่วมกันได้นั้น ควรจะมีจำนวนมากที่สุด เท่ากับ 147.8 คน หรือประมาณ 150 คน กล่าวคือ จะเป็นขนาดของกลุ่มที่ยังทำให้ทุกๆ คนในกลุ่มรู้จักสนิทสนมกันในระดับที่ทำให้เกิดความใกล้ชิดและสามัคคีกันได้

 

Dunbar พบว่า ในอดีตไม่ว่าจะประเทศอะไรก็ตาม หมู่บ้าน ชุมชนหรือเผ่าต่างๆ จะมีจำนวนประมาณ 150 คน โดยสำรวจชุมชน 21 ชุมชน ไม่ว่าจะในประเทศออสเตรเลีย นิวกินี หรือกรีนแลนด์ก็พบว่า ขนาดของหมู่บ้านหรือชุมชนดังกล่าวมีประชากรเฉลี่ย 148.4 คน หากหันมาดูหน่วยรบของทหารก็จะพบว่าเสนาธิการทหารในประเทศต่างๆ ก็จะยึดเกณฑ์ว่าหน่วยรบแต่ละหน่วยนั้น ไม่ควรจะมีทหารเกินกว่า 200 คน ทั้งนี้แม้จะมีวิวัฒนาการในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเพียงใด การจำกัดหน่วยรบให้ไม่เกินกว่านี้ ก็ยังมีความจำเป็นเนื่องจากเป็นจำนวนที่ยังเปิดโอกาสให้ทุกๆ คนได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกัน ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทำให้สามารถทำงานร่วมกันและร่วมมือกัน ทำให้หน่วยรบนั้นมีความเป็นปึกแผ่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ในประสบการณ์ของกลุ่มศาสนาที่รู้จักกันในนามของ Hutteriteo ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือนั้น เมื่อขนาดของชุมชนมีเกิน 150 คน กลุ่มศาสนานี้จะมีนโยบายให้แบ่งแยกสมาชิกออกไปตั้งกลุ่มใหม่ เพราะเมื่อมีคนเกิน 150 คน ก็จะมีแนวโน้มที่คนในกลุ่มจะเริ่มสร้าง "มุ้ง" ภายในกลุ่มอยู่ดี สรุปคือ ในส่วนของสภาพแวดล้อมและสภาวะรอบด้าน ซึ่งมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของเรานั้น ยังจะต้องคำนึงถึงกลุ่มที่เราเป็นสมาชิก ตลอดจนขนาดของกลุ่ม ซึ่งดูเสมือนว่า ตัวเลข 150 คนนี้ จะมีนัยสำคัญในการรักษาความสามัคคี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม เพราะเป็นจำนวนที่ทุกคนจะรู้จักคุ้นเคยกันเพียงพอที่ความประพฤติของบุคคลจะถูกกำหนดโดยแนวทางของกลุ่ม (peer pressure) ซึ่งเป็นเสมือนการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากกว่าการแต่งตั้งหัวหน้าของกลุ่มมาทำหน้าที่ควบคุมความประพฤติเสียอีก

 

ตอนที่ 10: กรณีศึกษาเกี่ยวกับการสร้างกระแส (1) 

จุดประกายให้เกิดกระแส (The Tipping Point)  บทความ  โดย ศุภวุฒิ สายเชื้อ     ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6   วันที่ 17 มีนาคม 2546   ปีที่ 26 ฉบับที่ 3462 (2662)

 

การเล่นกระดานสเกตแบบผาดโผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระโดดขึ้นไปในอากาศ แล้วยกกระดานออกจากเท้าเพื่อแสดงท่ากายกรรมต่างๆ นั้น นักเล่นกระดานสเกตเรียกว่า air walking หรือการเดินบนอากาศ ในกลางทศวรรษที่ 80 ผู้ประกอบการ 2 คนได้จัดตั้งบริษัทผลิตรองเท้ากีฬาที่มีความคงทนเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการเล่นกระดานสเกตแบบผาดโผน โดยให้ชื่อบริษัทและรองเท้าที่ผลิตว่า Air Walk รองเท้าที่ผลิตนั้นมี 2 รุ่น คือ รุ่นที่เป็นรองเท้าผ้าใบ ซึ่งมีหลากหลายสีให้เลือกและได้รับความนิยมในคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการรองเท้าผ้าใบที่ไม่เหมือนใคร และรุ่นที่เป็นรองเท้ากีฬา สำหรับกีฬาผาดโผนอย่างแท้จริง จึงเป็นรุ่นที่มีความแข็งแกร่งและคงทนเป็นพิเศษ (แข็งเกือบเท่ากับกระดานสเกตด้วยซ้ำ) ปรากฏว่ารองเท้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้มีการนำเอารองเท้าดังกล่าวมาซักแล้วซักอีกเพื่อให้รองเท้าแข็งน้อยลง บางคนถึงกับขับรถทับรองเท้ารุ่นดังกล่าวหลายๆ ครั้งเพื่อให้รองเท้ามีความยืดหยุ่นและนิ่มนวลมากขึ้น สรุปคือ รองเท้า Air Walk เป็นรองเท้าที่นำสมัยและมีเสน่ห์อย่างแท้จริง ทำให้บริษัท Air Walk มียอดขายที่สูงถึง 13 ล้านเหรียญต่อปี แม้จะผลิตและขายรองเท้าไม่กี่รุ่น

 

ต่อมาผู้ผลิต Air Walk ตัดสินใจขยายกิจการและรูปแบบของสินค้า โดยการผลิตรองเท้าสำหรับกีฬาที่น่าตื่นเต้นอื่นๆ ได้แก่ รองเท้าสำหรับเล่น surf, กระดานน้ำแข็ง (snowboarding) ขี่จักรยานภูเขา และขี่จักรยานแข่งขัน กล่าวคือ Air Walk กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตที่เป็นทางเลือกใหม่ บริษัท Air walk พยายามขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าของคนไทยโดยการทำสัญญาทางการตลาดกับผู้ค้าปลีกรองเท้ารายใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ Foot Locker แต่ที่สำคัญคือบริษัทจ้างบริษัทโฆษณาเล็กๆ บริษัทหนึ่งชื่อ Lambesis เป็นผู้จัดทำโฆษณาและทำตลาดให้กับ Air Walk ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด ทำให้ยอดขายรองเท้า Air Walk เพิ่มขึ้นจาก 16 ล้านเหรียญในปี 1993 มาเป็น 44 ล้านในปี 1994 และ 150 ล้านเหรียญในปี 1995 กล่าวคือ ยอดขายของ Air Walk เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น จากบริษัทเล็กๆ ที่ผลิตรองเท้าเฉพาะกิจ Air Walk ได้รับความนิยมเป็นที่ 3 รองจาก Nike และ Adidas

 

อะไรเป็นปัจจัยที่จุดกระแสความนิยมให้กับ Air Walk ? ผู้เขียนเห็นว่าเป็นผลจากการโฆษณาที่แปลกใหม่และน่าประทับใจอย่างมาก เช่น การออกโปสเตอร์โฆษณาเป็นรูปเด็กหนุ่มคนหนึ่งใส่รองเท้าเอาไว้บนศีรษะ ในส่วนของโฆษณาทางโทรทัศน์นั้นก็มีมุขตลกที่คนชอบใจ เช่น การถ่ายให้เห็นที่นอนที่ถูกกระแทกเป็นจังหวะๆ พร้อมกับเสียงร้องของเด็กวัยรุ่น ทำให้คนดูคิดไปว่าอาจเป็นการร่วมเพศ แต่แท้จริงแล้วกล้องจะแพนให้เห็นว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังใส่รองเท้า Air Walk กระโดดขึ้นลงบนที่นอน โดยมือหนึ่งถือรองเท้า Air Walk เพื่อใช้ตีแมงมุม (แต่ตีไม่ถึงสักที) ที่เกาะอยู่บนเพดานของห้องนอน โดยสรุปแล้ว โฆษณา Air Walk จะมีมุขตลกขบขันแปลกใหม่ที่ทำได้อย่างมีรสนิยม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้สินค้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

 

เรื่องของ Air Walk นั้นเป็นตัวอย่างของความนิยมในสินค้าที่จะแพร่ขยายไปสู่ประชาชนแบบมีขั้นตอน ทั้งนี้ Geoffrey Moore ที่ปรึกษาด้านธุรกิจชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่ๆ นั้นจะได้รับการตอบสนองจากคนแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน โดยมีคนกลุ่มน้อยที่จะเป็นผู้ที่ต้องการล้ำหน้าคนอื่นๆ ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มล้ำหน้านั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คนประเภทบุกเบิก หรือผู้ต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ (innovators) และคนประเภทที่พร้อมทดลองใช้สิ่งใหม่ (early adopters) คนกลุ่มแรกพร้อมรับและต้อนรับการเปลี่ยนแป